ส่วนยอดซ้อนลดหลั่นกันประดับด้วย กลีบขนุน ๕ ชั้น บนสุดเป็นยอดบัวตูม ปราสาททิศตะวันตกมีผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้ยี่สิบแปด สภาพชำรุดเหลือเพียงฐาน และผนังเรือนธาตุด้านเหนือเท่านั้น ส่วนปราสาทด้านทิศตะวันออกมีสภาพสมบูรณ์มากที่สุด แผนผัง และรูปแบบคล้ายโคปุระ ลักษณะเป็นอาคารรูปกากบาทมีมุขลด ๒ ชั้น ส่วนยอดซ้อนลดหลั่นกันสามชั้นประดับด้วยกลีบขนุน บราลี ซุ้มบันแถลง ยอดบนสุดเป็นบัวกลมและลูกแก้ว มีทางเดินเชื่อมระหว่างปราสาทด้านทิศตะวันออกกับปราสาทประธาน ตัวอาคารสถาปัตยกรรมทั้งหมด มีกำแพงแก้วศิลาแลง ซึ่งมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมรอบความยาวโดยรอบประมาณ ๓๓๕ เมตร
รูปแบบสถาปัตยกรรมของปราสาทวัดกำแพงแลงนี้ มีลักษณะเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของศิลปกรรมเขมร แบบบายน (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘) เช่น ใช้ศิลาแลงและปูนปั้นเป็นวัสดุในการก่อสร้าง รูปแบบหน้าต่างหลอกแบบลูกกรงมะหวดที่สลักเพียงครึ่งเดียว และบราลีที่ตกแต่งบนหลังคา นอกจากนี้การขุดแต่งของกรมศิลปากรในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ยังพบชิ้นส่วนประติมากรรมรูปเคารพ คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่พบจากโบราณสถานอื่นๆ ในประเทศไทยอีกจำนวน ๔ องค์ คือ โบราณสถานจอมปราสาท จังหวัดราชบุรี ๑ องค์ ปราสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ๑ องค์ และถ้ำคูหาสวรรค์ จังหวัดลพบุรี ๒ องค์ นอกจากนี้ยังได้พบ พระพุทธรูปนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และนางปริชญาปารมิตา ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลของศิลปะเขมรแบบบายน ดังนั้นจึงสันนิษฐานได้ว่าปราสาทวัดกำแพงแลงน่าจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และน่าจะเป็นศาสนสถานประจำเมือง “ ศรีชยวัชรปุระ” ดังปรากฏชื่อในศิลาจารึกปราสาท
พระขรรค์ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ โปรดให้ส่งพระไชยพุทธมหานาถไปประดิษฐานยังศาสนาสถานประจำเมือง พร้อมกับบรรดาเมืองอื่น ๆ อีก ๒๒ แห่ง และจารึกบนระเบียงคตของปราสาทบายนในประเทศกัมพูชา กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนวัดกำแพงแลงเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ตอนที่ ๗๕ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ และเล่ม ๑๐๑ ตอนที่ ๒๗
ลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๒๗ |