พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ราชบุรี

เปิดให้บริการ ในระหว่างวันพุธ - วันอาทิตย์    เวลา  ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.  และปิดทำการในวันจันทร์ - วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์
 
     
 

ประวัติความเป็นมา
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี กรมศิลปากร ตั้งอยู่ที่ถนนวรเดช ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยตั้งอยู่บนฝั่งขวา (ฝั่งตะวันตก) ของแม่น้ำแม่กลอง มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๕ ไร่เศษ ประกอบด้วยอาคารสำคัญ ๒ หลัง อาคารหลังแรกเป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวร ส่วนอาคารหลังที่สองเป็นอาคารส่วนบริการ (สำนักงาน คลังจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุเพื่อการศึกษา และส่วนจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนหรือจัดกิจกรรมพิเศษ) พื้นที่ส่วนที่เหลือเป็นบ้านพักของเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ และสวนไม้ยืนต้น ไม้ดอกและไม้ประดับ

อาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวร แต่เดิมเป็นศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลราชบุรี สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) โดยใช้เป็นทั้งที่ว่าการเมืองราชบุรีและที่ว่าการมณฑลราชบุรีในสถานที่เดียวกัน ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) เมื่อมีการประกาศยกเลิกระบอบ การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล และมีการจัดระเบียบการปกครองขึ้นใหม่เป็นจังหวัดและอำเภอ อาคารหลังนี้ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ใช้เป็นศาลากลางจังหวัดราชบุรีตามลำดับ จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๔  จึงได้มีการย้ายไปใช้ศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังใหม่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้จัดสร้างขึ้นที่บริเวณถนนสมบูรณ์กุล อันเป็นสถานที่ตั้งปัจจุบัน

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนอาคารหลังนี้เป็นโบราณสถานของชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๔ ตอนที่ ๓๙ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๐ และได้เริ่มเข้ามาสำรวจ เพื่อขอใช้อาคารและบริเวณพื้นที่โดยรอบ เนื้อที่ประมาณ ๕ไร่เศษ จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖  แล้วต่อมาในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๗  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จังหวัดราชบุรี โดยผู้อำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ กองทัพภาคที่ ๑ กองทัพบก กระทรวงกลาโหม ได้ขอใช้อาคารเป็นสถานที่ตั้งของหน่วยปฏิบัติการทางจิตวิทยา “สันตินิมิต ๑๑๔”  กรมศิลปากรโดยกองสถาปัตยกรรมขณะนั้น (ปัจจุบันเป็นสถาบันศิลปกรรม) ได้เริ่มดำเนินการบูรณะ ซ่อมแซมในเบื้องแรกในปี พ.ศ. ๒๕๒๘  การบูรณะซ่อมแซมได้ดำเนินการสืบเนื่องมาจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๒๙  ได้ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมเพิ่มเติมในส่วนที่เหลือ ได้แก่  การสร้างห้องน้ำห้องสุขา เพื่อใช้บริการผู้เข้าชมในอาคาร งานการปรับปรุงระบบไฟฟ้า งานการรื้อถอนส่วนที่ต่อเติมภายในอาคารออก งานปรับปรุงพื้นที่ภายในเป็นสวนหย่อม  เป็นต้น  และในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ นี้ ได้มีการประกาศกำหนดสถานที่อาคารศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเดิมให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๓ ตอนที่ ๒๐๔  ลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๙

ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ กรมศิลปากรโดยกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ปัจจุบันเป็นสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) ก็ได้เริ่มเข้าใช้อาคารศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเดิมเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่มาประจำการ เพื่อประสานงานกับทางจังหวัดและส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการปฏิบัติงานด้านการสำรวจและเก็บข้อมูลทางด้านวิชาการในพื้นที่ การปฏิบัติงานทางด้านการจัดทำ คัดเลือก และรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุสำหรับการแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคาร และการปฏิบัติงานด้านอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการเปิดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ให้บริการอย่างเป็นทางการ

ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ เมื่อได้มีการจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคารศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเดิม เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์  กรมศิลปากรจึงได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี อย่างเป็นทางการในวันจันทร์ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๓๔  และทั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จพระราชดำเนิน เพื่อทอดพระเนตรนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรีอีกครั้งหนึ่ง ในโอกาสที่ทรงนำนักเรียนนายร้อยจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เดินทางทัศนศึกษา วิชาการด้านประวัติศาสตร์ที่จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๖   แล้วต่อมาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทอดพระเนตรนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรีเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วยคณะสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒

     
       
 

ลักษณะของอาคารศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเดิมที่ใช้เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวร เป็นอาคารที่ได้รับอิทธิพลด้านรูปแบบการสร้างมาจากสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ที่ได้รับความนิยมนำมาสร้างกันอย่างแพร่หลายในช่วงรัชกาลที่ ๕ - ๖ โดยมีลักษณะแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๕๗ เมตร ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว ยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้องว่าว และมีพื้นที่ว่างสำหรับตกแต่งเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับอยู่บริเวณด้านในอาคาร

อาคารหลังที่สองของพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นอาคารส่วนบริการ เป็นอาคารที่สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.๒๔๑๘ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เพื่อใช้เป็นจวนที่พักของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในสมัยต้นรัชกาลที่ ๕ ต่อมาได้ใช้เป็นกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรีเมื่อครั้งแรกตั้ง เมื่อมีการสร้างศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลราชบุรีขึ้นใหม่แล้ว (อาคารศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเดิม ที่ใช้เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน) อาคารหลังนี้ก็ใช้เป็นจวนที่พักของเจ้าเมืองราชบุรี ที่ทำการสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิง ราชบุรี และห้องสมุดประชาชน จังหวัดราชบุรี ตามลำดับ ภายหลังจากที่กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการได้มีการจัดสร้างห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดราชบุรีปัจจุบันแล้วเสร็จ และได้ย้ายสำนักงานไปตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับห้องสมุด กรมศิลปากรโดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี จึงได้ขออนุญาตใช้อาคารหลังนี้และบริเวณโดยรอบ เนื้อที่ประมาณ ๑ งานเศษ จากกรมธนารักษ์ ให้ใช้ได้เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๙   ภายหลังจากที่ได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ให้ใช้อาคารและบริเวณโดยรอบ กรมศิลปากร โดยสำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ได้มอบหมายให้สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑ ราชบุรี ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมอาคารทั้งหมดในปี พ.ศ. ๒๕๔๐  แล้วดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ใช้สอยภายใน และภูมิทัศน์โดยรอบอาคารในปี พ.ศ. ๒๕๔๑  

สำหรับอาคารกองบัญชาการรัฐบาลมณฑลราชบุรี  มีลักษณะเป็นอาคารที่ได้รับอิทธิพล ด้านรูปแบบการสร้างมาจากสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก เช่นเดียวกันกับอาคารศาลากลางจังหวัดราชบุรีหลังเดิม โดยมีลักษณะแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๑๔.๓๐ เมตร ยาว ๑๖ เมตร ตัวอาคารแบ่งออกเป็นสองชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ ยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้องว่าว และด้านหน้าก่อเป็นมุขยื่นออกไป การใช้สอยภายในอาคารได้แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกที่อยู่ชั้นล่างของอาคาร ใช้เป็นพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการหมุนเวียน จัดกิจกรรมพิเศษ หรือจัดประชุมและบรรยาย ส่วนที่สองอยู่ชั้นบนของอาคาร ใช้เป็นสำนักงานและคลังจัดแสดงศิลปวัตถุ โบราณวัตถุเพื่อการศึกษาของพิพิธภัณฑ์

การจัดแสดงนิทรรศการ
การจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคาร จะเน้นเรื่องราวของท้องถิ่นตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งนี้ของกรมศิลปากร ที่ต้องการตอบสนองความต้องการของชุมชนในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ใช้เป็นศูนย์ศึกษาอนุรักษ์ และเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ ตามแนวทางการพัฒนากิจการพิพิธภัณฑสถานสมัยใหม่ โดยจัดแสดงทั้งทางด้านธรณีวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ วัฒนธรรมพื้นบ้าน ชาติพันธุ์วิทยา และแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัด ซึ่งได้แบ่งเรื่องราวออกตามลักษณะของห้องจัดแสดงรวมทั้งสิ้น ๑๐ ห้องจัดแสดง ดังนี้

ห้องจัดแสดงที่ ๑ (ธรณีวิทยา) จัดแสดงแหล่งกำเนิดทรัพยากรธรรมชาติประเภทดิน หิน แร่ และรูปจำลองด้านภูมิประเทศของจังหวัดราชบุรีและจังหวัดใกล้เคียง (กาญจนบุรีและเพชรบุรี) โดยมีตัวอย่างของซากดึกดำบรรพ์ หิน แร่ อัญมณี และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีกำเนิด ในจังหวัดราชบุรีจัดแสดงประกอบ

ห้องจัดแสดงที่ ๒ (ก่อนประวัติศาสตร์) จัดแสดงร่องรอยหลักฐานของมนุษย์ในยุคแรกๆ ที่มีการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในบริเวณจังหวัดราชบุรี โดยใช้โบราณวัตถุที่พบในจังหวัด เป็นต้นว่า เครื่องมือหิน และโลหะ ภาชนะดินเผา กลองมโหระทึก เครื่องประดับจากหินสีและโลหะ และโครงกระดูกมนุษย์ ประกอบคำบรรยาย สะท้อนให้เห็นถึงการดำรงชีพ และการติดต่อสัมพันธ์กับชุมชนภายนอก ทั้งดินแดนใกล้เคียงและดินแดนที่อยู่ไกลออกไป (เช่น จีน อินเดีย ฯลฯ)

ห้องจัดแสดงที่ ๓ (ทวารวดี) จัดแสดงร่องรอยของวัฒนธรรมทวารวดีที่พบในจังหวัดราชบุรี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๕ โดยเฉพาะเรื่องราวของเมืองโบราณคูบัวและเทือกเขางูที่เป็นที่รู้จักกันดี ซึ่งการจัดแสดงมีทั้งการใช้โบราณวัตถุ คำบรรยาย และรูปจำลองฐานโบราณสถานสำคัญของเมืองโบราณคูบัว เป็นสื่อสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้เข้าชม

 
พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี ศิลปะลพบุรี   เศียรพระพุทธรูป ศิลปะทวารวดี  
     
พระแสงราชศาสตราประจำมณฑลราชบุรี    

ห้องจัดแสดงที่ ๔ (ลพบุรี) จัดแสดงร่อยรอยหลักฐานของวัฒนธรรมเขมร หรือที่นักวิชาการชาวไทยนิยมเรียกกันว่า “ลพบุรี” ที่ปรากฏในจังหวัดราชบุรี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ โดยมีทั้งหลักฐานทางด้านโบราณคดีที่พบจากเมืองโบราณราชบุรี ที่มีพระปรางค์วัดมหาธาตุวรวิหารเป็นศูนย์กลางเมือง และที่พบจากเมืองโบราณโกสินารายณ์ ในท้องที่อำเภอบ้านโป่งที่มีการพบร่อยรอยหลักฐานของวัฒนธรรมเขมร และพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี พบที่บริเวณจอมปราสาท เมืองโบราณโกสินารายณ์ อันเป็นจำนวน ๑ ใน ๕ องค์ ที่มีการพบในดินแดนประเทศไทย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ภายใน

ห้องจัดแสดงที่ ๕ (อยุธยา) จัดแสดงเรื่องราวของจังหวัดราชบุรีในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา (ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๒๔)  ซึ่งชื่อของเมืองราชบุรีมีปรากฏในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ (จารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช) รวมทั้งดำรงฐานะเป็นเมืองท่าสำคัญด้านตะวันตกและเมืองหน้าด่านปราการชั้นในของกรุงศรีอยุธยา ที่เคยเป็นสมรภูมิรบกับพม่าตลอดมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ อันสะท้อนให้เห็นได้จากงานศิลปกรรมประเภทต่างๆ ที่ยังหลงเหลือร่องรอยให้ศึกษาได้ และในห้องนี้ได้มีการจัดทำฉากจำลองโบราณวัตถุประเภทเครื่องปั้นดินเผาชนิดต่างๆ ที่จมอยู่ใต้ลำน้ำแม่กลอง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้เข้าชมในเรื่องราวของเมืองราชบุรี ที่เคยเป็นเมืองท่าสำคัญด้านทิศตะวันตกของกรุงศรีอยุธยาด้วย

ห้องจัดแสดงที่ ๖ (รัตนโกสินทร์) จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับจังหวัดราชบุรีในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๔๗๕) โดยแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองราชบุรีที่เกี่ยวข้องกับ พระบรมราชจักรีวงศ์ในด้านต่างๆ เป็นต้นว่า การเมืองการปกครอง การสังคม การเศรษฐกิจ การพัฒนาท้องถิ่น และกิจการเสือป่า ซึ่งจัดแสดงโดยการใช้พระแสงราชศาสตราประจำมณฑลราชบุรี ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) พระราชทานเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์แก่ประชาชนจังหวัดราชบุรี และภาพถ่ายเก่าจังหวัดราชบุรีสมัยรัชกาลที่ ๕ - ๖ เป็นสื่อสำคัญในการบอกเล่าเรื่องราวแก่ผู้เข้าชม

ห้องจัดแสดงที่ ๗ (ราชบุรีวันนี้) จัดแสดงสภาพในปัจจุบันของจังหวัดราชบุรี ทั้งทางด้านการเมืองการปกครอง การสังคม การเศรษฐกิจ ประชากร การประกอบอาชีพ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญทางด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ และศิลปหัตถกรรมพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของจังหวัดราชบุรี โดยมีภาพโปร่งแสงแสดงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และตัวอย่างศิลปหัตถกรรมพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นสื่อในการจัดแสดง

ห้องจัดแสดงที่ ๘ (วัฒนธรรมพื้นบ้าน) จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา วิถีชีวิต และสิ่งของเครื่องใช้ที่สำคัญของชนกลุ่มต่างๆ ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในจังหวัดราชบุรี โดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายลาวโซ่ง ชาวไทยเชื้อสายกระเหรี่ยง และชาวไทยเชื้อสายไทยวน ซึ่งเป็นการนำเอาลักษณะเด่นทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชนมาจัดแสดง ได้แก่ ภาพถ่ายและสิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้ในพิธีเซ่นผีเฮือนของชาวไทยเชื้อสายลาวโซ่ง หุ่นจำลองบ้านเรือนพักอาศัยของชาวไทยเชื้อสายกระเหรี่ยง และเครื่องมือเครื่องใช้และตัวอย่างผ้าซิ่นตีนจกลวดลายต่างๆ ที่ทอกันมาแต่โบราณของชาวไทยเชื้อสายไทยวน

ห้องจัดแสดงที่ ๙ (โอ่งมังกร) จัดแสดงตัวอย่างผลิตภัณฑ์และกรรมวิธีการผลิตโอ่งมังกร ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองราชบุรี และเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงและทำรายได้ให้กับจังหวัดในแต่ละปีเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท

ห้องจัดแสดงที่ ๑๐ (กีฬา) จัดแสดงเรื่องราวของนักกีฬาที่ทำชื่อเสียงให้จังหวัดราชบุรีและประเทศไทย ในการแข่งขันกีฬาประเภทและระดับต่างๆ โดยสื่อในการจัดแสดงมีทั้งสิ่งของ รางวัลที่นักกีฬาได้รับ ไม่ว่าจะเป็นโล่และถ้วยเกียรติยศ เหรียญรางวัล และธงกีฬา ตลอดจนภาพถ่ายกิจกรรมการกีฬาและนักกีฬาที่มีชื่อเสียง

งานด้านบริการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี  นอกจากการให้บริการทางด้านเป็นศูนย์ศึกษาอนุรักษ์ และเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางด้านศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดราชบุรีและของชาติ โดยการให้ผู้เข้าชมได้ชมนิทรรศการถาวรแล้ว ยังให้บริการทางด้านการจัดวิทยากรนำชมพิพิธภัณฑสถาน การจัดฉายภาพนิ่ง และเทปวีดีทัศน์เพื่อการชมพิพิธภัณฑสถาน การจัดนิทรรศการพิเศษในเรื่องเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม การจัดประชุมสัมมนา หรือบรรยายด้านศิลปวัฒนธรรม การจัดกิจกรรมพิเศษด้านศิลปวัฒนธรรม และการจัดทำเอกสารเผยแพร่ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลปะ ชาติพันธุ์วิทยา และวัฒนธรรมพื้นบ้าน ทั้งของจังหวัดราชบุรีและจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทยแก่นักเรียน นิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจ โดยเปิดให้บริการในระหว่างวันพุธ-วันอาทิตย์  เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. และปิดให้บริการในวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าธรรมเนียมเข้าชมสำหรับชาวไทย คนละ ๑๐ บาท และชาวต่างชาติ คนละ ๓๐ บาท

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี
ถนนวรเดช ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ๗๐๐๐๐ โทรศัพท์ ๐-๓๒๓๒-๑๕๑๓ โทรสาร ๐-๓๒๓๒-๗๒๓๕ E-mail : nm_rajburi@finearts.go.th

 
 
 
 
http://www.fad1.go.th
เว็บไซต์สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี สำนักโบราณคดี
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม