แหล่งศิลปะถ้ำเขาสามร้อยยอด ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ตำบลไร่เก่า กิ่งอำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำรวจพบครั้งแรกในปี พ.ศ.๒๕๓๙ โดย Dean Smart นักวิจัยถ้ำชาวอังกฤษ ต่อมากลุ่มวิชาการโบราณคดี สำนักงานศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี ได้ทำการสำรวจอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๕๔๕ พบว่าจุดที่ปรากฏภาพเขียนสีอยู่ที่เพิงผาของถ้ำภาพเขียน ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสามร้อยยอดตอนเหนือ มีพื้นที่ขนาดประมาณ ๔๐.๒ ตารางเมตร ภาพเขียนปรากฏอยู่ทั้งในระดับต่ำที่สามารถยืนเขียนภาพได้ง่ายๆ ความสูงประมาณ ๑.๕๐ เมตรจากพื้น และระดับความสูงที่จะต้องทำนั่งร้าน ใช้บันไดหรือพะองพาดขึ้นไปเขียนภาพความสูงประมาณ ๖ เมตร ซึ่งในระดับนี้จะพบภาพเขียนเป็นจำนวนมาก รูปลักษณ์ของศิลปะถ้ำเขาสามร้อยยอดมี ๒ รูปแบบ คือ ภาพแบบสัจนิยม (realism) และภาพคตินิยม (idealism) การสร้างสรรค์ภาพใช้วิธีการลงสี (pictograph) โดยใช้เทคนิคการวาดเส้น (drawing) และการระบาย (painting) ให้เป็นภาพในรูปลักษณ์ที่หลากหลาย สีที่ใช้เขียนภาพเป็นแบบหลายสี (polychrome) ประกอบด้วยสีแดงคล้ำคล้ายสีน้ำหมาก สีแดง และสีขาว พบจำนวนทั้งหมด ๑๐๖ ภาพ มีสภาพความสมบูรณ์ประมาณร้อยละ ๗๕ - ๘๐ เนื้อหาและรูปแบบของภาพเป็นเรื่องราวของวิถีชีวิต และพิธีกรรมของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในสังคมกสิกรรม ประกอบด้วย ภาพการไล่ต้อนล่าฝูงวัว มีภาพบุคคลที่มีลักษณะการแต่งกายเป็นพิเศษ ด้วยการสวมหัวหรือเขาสัตว์บนศีรษะ ภาพหน้ากาก และภาพสัญลักษณ์ลายเส้นต่างๆ สันนิษฐานว่า ภาพเหล่านี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของกลุ่มคนในสมัยก่อนประวัติศาสตร ์ที่อยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่ราบโดยรอบเทือกเขาสามร้อยยอดมีอายุประมาณ ๒,๐๐๐ ถึง ๓,๐๐๐ปีมาแล้ว
...............................................................................................................
“พระรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน) จังหวัดเพชรบุรี”
ผู้เขียน นางสาวพยุง วงษ์น้อย
ปีที่พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
จำนวน ๒๐๐ หน้า
ราคา ยังไม่ได้ตีราคาหนังสือ
กระดาษ อาร์ตมัน ภาพประกอบสี่สี
พระราชวังพระรามราชนิเวศน์ หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า พระราชวังบ้านปืน ตั้งอยู่ในเขตตำบลบ้านหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สร้างขึ้นในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์มีพระบรมราชโองการให้จัดสร้างขึ้นเพื่อสำหรับเสด็จแปรพระราชฐานในช่วงวสันตฤดู เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.๒๔๕๓ และเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.๒๔๕๙ รวมระยะเวลาก่อสร้าง ๗ ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานนามองค์พระที่นั่งใหม่ว่า ศรเพ็ชรปราสาท และในปี พ.ศ.๒๔๖๑ ทรงพระราชทานนามพระราชวังใหม่ว่า พระรามราชนิเวศน์ จนกระทั่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชวังแห่งนี้ได้ถูกใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาของชาติ โดยเปิดเป็นโรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรม เป็นต้น ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง กระทรวงกลาโหมขอพระราชทานที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพระราชวังเพื่อใช้ประโยชน์ทางราชการทหาร
พระรามราชนิเวศน์เป็นพระราชวังที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและสำคัญมากแห่งหนึ่ง พระราชวังแห่งนี้ออกแบบโดย นายคาร์ล เดอห์ริง (Mr.Karl Dohring) สถาปนิกชาวเยอรมันที่เข้ามารับราชการในประเทศไทยในช่วงปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชวังสร้างขึ้นในแบบโมเดิร์นสไตล์แบบยุโรป ภายในอาคารประดับตกแต่งด้วยการใช้กระเบื้องเคลือบ กระจกสี เหล็กดัด ทองเหลืองดุนลาย และไม้แกะสลักลวดลาย เพื่อเน้นความหรูหรา แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลการออกแบบในแนวจุงเก้นสติล (Jugendstil) อย่างชัดเจน
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนพระตำหนักศรเพ็ชรปราสาทเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๘ ตอนที่ ๑๗๗ วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๔ ปัจจุบันพระรามราชนิเวศน์เป็นที่ตั้งและอยู่ในความดูแลของจังหวัดทหารบกเพชรบุรี
...............................................................................................................
ทุ่งเศรษฐี โบราณสถานทวารวดี ชายฝั่งทะเลเพชรบุรี
ผู้เขียน สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑ ราชบุรี ปีที่พิมพ์ พ.ศ.๒๕๔๓
จำนวน ๑๖๐ หน้า
ราคา ๑๘๐ บาท
กระดาษ อาร์ตมัน ภาพประกอบสี่สี
โบราณสถานทุ่งเศรษฐี ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาจอมปราสาททางด้านทิศตะวันออกในเขตบ้านโคกเศรษฐี ตำบลนายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี แต่เดิมเป็นเนินโบราณสถานที่มีดินและต้นไม้ขึ้นปกคลุม ในปี พ.ศ.๒๕๒๘ ได้มีการลักลอบขุดเจาะทำลายโบราณสถานเพื่อค้นหาทรัพย์สมบัติ ทำให้โบราณสถานทุ่งเศรษฐีเริ่มเป็นที่สนใจของนักวิชาการโดยทั่วไป กรมศิลปากรสำรวจพบว่าโบราณสถานทุ่งเศรษฐีมีสภาพเป็นซากของฐานเจดีย์ก่ออิฐ โบราณวัตถุส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านขุดพบ ได้แก่ ประติมากรรมปูนปั้นรูปพระโพธิสัตว์ บุคคล คนแคระ มกร และลวดลายประดับสถาปัตยกรรม การขุดแต่งโบราณสถานทุ่งเศรษฐีในปี พ.ศ.๒๕๔๑ ทำให้ทราบลักษณะรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานทุ่งเศรษฐีว่าเป็นสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่ ก่ออิฐสอดินฉาบปูน เหลือเฉพาะส่วนฐานซึ่งมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดความกว้าง ๒๕ x ๒๕ เมตรและความสูง ๕ เมตร ประกอบด้วยลานประทักษิณซึ่งมีบันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันออกและตะวันตก รองรับฐานเจดีย์ที่มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยกเก็จบริเวณกึ่งกลางด้านและมุมทั้งสอง ชั้นล่างสุดเป็นฐานหน้ากระดานซ้อนกันสองชั้น รองรับฐานบัววลัย มีส่วนของท้องไม้ขยายสูง ถัดจากท้องไม้ขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดานมีการประดับเสาติดผนังและแบ่งเป็นช่องๆ เพื่อประดับประติมากรรมปูนปั้นรูปคนแคระแบก เหนือขึ้นไปเป็นหน้ากระดานสี่เหลี่ยมรองรับผนังก่ออิฐมีเสาประดับผนังตกแต่งคล้ายส่วนแรก แต่มีขนาดความกว้างและความสูงมากกว่า ถัดจากผนังส่วนนี้ขึ้นไปเป็นส่วนบนขององค์เจดีย์ซึ่งมีสภาพชำรุดพังทลายลงมาเกือบหมด จากหลักฐานชิ้นส่วนประกอบสถาปัตยกรรมที่พบ สันนิษฐานได้ว่ารูปทรงสัณฐานขององค์เจดีย์ทุ่งเศรษฐีส่วนบน น่าจะเป็นทรงกลมมีเจดีย์บริวารทรงกลมขนาดเล็กที่มุมทั้งสี่ บริเวณส่วนยอดเป็นปล้องไฉนประดับด้วยอมลกะ ดังลักษณะของสถูปเจดีย์จำลองและยอดสถูปที่พบจากเมืองอู่ทอง หลักฐานที่พบจากโบราณสถานทุ่งเศรษฐีนั้นแสดงถึงความเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบมหายาน อันเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของชุมชนชายฝั่งทะเลที่เจริญขึ้น เนื่องจากการเป็นจุดแวะพักในการเดินทางที่สำคัญทั้งทางบกและทางทะเล ที่สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมทวารวดี มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๖ ซึ่งมีรูปแบบคล้ายคลึงกับเจดีย์หมายเลข ๘ และ ๓๑ ของเมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี
............................................................................................................... คูบัว : ความสัมพันธ์กับชุมชนทวารวดีในบริเวณใกล้เคียง
สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑ ราชบุรี ปีที่พิมพ์ พ.ศ.๒๕๔๑
จำนวน ๑๒๐ หน้า
ราคา ๑๘๐ บาท
กระดาษอาร์ตมัน ภาพประกอบสี่สี
เมืองโบราณคูบัว เป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ตั้งอยู่ในเขตตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี แผนผังของเมืองโบราณเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางตัวตามเหนือ –ใต้ มีคูน้ำคันดิน กำแพงเมืองล้อมรอบขนาดความกว้าง ๘๐๐ เมตร ความยาว ๒,๐๐๐ เมตร ภายในและภายนอกเขตกำแพงเมืองพบโบราณสถานที่ก่อสร้างด้วยอิฐจำนวนมากกว่า ๖๐ แห่ง ในเขตพื้นที่เมืองคูบัวมีการสำรวจพบศาสนวัตถุที่ทำขึ้นเนื่องในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก เช่น พระพิมพ์ดินเผา พระพุทธรูป พระธรรมจักร รวมทั้งโบราณวัตถุอันเป็นเครื่องประดับหรือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา แวดินเผา ตะคันดินเผา ตุ้มหู แหวน กำไล ลูกปัด หินบด เป็นต้น ซึ่งจากหลักฐานที่พบแสดงว่า เมืองโบราณคูบัวเป็นเมืองในวัฒนธรรมทวารวดีที่อยู่ทางตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตำแหน่งที่ตั้งของเมืองคูบัวอยู่ใกล้ทะเลสามารถติดต่อกับชุมชนภายนอกได้สะดวก รวมทั้งการคมนาคมทางน้ำกับชุมชนพื้นเมือง เนื่องจากมีหลักฐานร่องรอยทางน้ำโบราณเชื่อมโยงกับเมืองร่วมสมัยหลายเมือง และได้มีการสำรวจพบแนวถนนโบราณเชื่อมต่อเมืองคูบัวกับเมืองเพชรบุรีโบราณ คือแนวสันทรายโบราณ และยังได้พบร่องรอยชุมชนทวารวดีหลายแห่งกระจายอยู่ทั่วไปในเขตลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี เช่น แหล่งหนองปรง อำเภอเขาย้อย โบราณสถานเนินโพธิ์ใหญ่ แหล่งโบราณคดีวัดป่าแป้น แหล่งโบราณคดีบ้านหนองพระ อำเภอบ้านลาด แหล่งโบราณคดีบ้านเขากระจิว แหล่งโบราณคดีบ้านมาบปลาเค้า แหล่งโบราณคดีบ้านดอนเตาอิฐ อำเภอท่ายาง โบราณสถานทุ่งเศรษฐี แหล่งโบราณคดีเขาตาจีน อำเภอชะอำ เป็นต้น
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมทวารวดีในลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี ที่พบส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุที่พบบนผิวดิน ได้แก่ อิฐขนาดใหญ่ที่ใช้ในการก่อสร้าง ชิ้นส่วนพระพุทธรูป ชิ้นส่วนธรรมจักรหิน ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อหยาบ เป็นต้น โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ โกลนพระพุทธรูปและเศษสะเก็ดหิน พบที่แหล่งโบราณคดีวัดป่าแป้น แหล่งโบราณคดีบ้านหนองพระ อำเภอบ้านลาด ซึ่งคล้ายกับที่พบจากแหล่งโบราณคดีหนองปรง อำเภอเขาย้อย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตรูปเคารพหิน แหล่งโบราณคดีทั้งสามแห่งมีเส้นทางบกและทางน้ำที่สามารถติดต่อถึงกันได้
จากรูปแบบศิลปะที่ปรากฏในงานปูนปั้นที่ใช้ประดับอาคารที่โบราณสถานทุ่งเศรษฐีกับงานดินเผา และงานปูนปั้นที่คูบัว ชุมชนทั้งสองนี้น่าจะมีการมีติดต่อกันเนื่องจากอยู่ในเส้นทางที่จะเข้ามาสู่บ้านเมืองภายในหรือส่วนอื่นๆ ของภูมิภาค โดยชุมชนในบริเวณแม่น้ำเพชรบุรีเป็นประตูต้นทางสำหรับการเดินทาง พ่อค้า นักบวช หรือนักเดินทางย่อมจะต้องผ่านชุมชนเหล่านี้ก่อน
............................................................................................................... |