พันท้ายนรสิงห์จึงกระโดดขึ้นฝั่งแล้วกราบทูลให้ทรงลงพระอาญาตามพระราชกำหนดถึงสามครั้ง ในสองครั้งแรกสมเด็จพระเจ้าเสือทรงพระราชทานอภัยโทษเนื่องจากเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัย แต่พันท้ายนรสิงห์กลัวว่าจะเสียพระราชกำหนดตามขนบธรรมเนียมโบราณ และเกรงว่าคนทั้งปวงจะครหาติเตียนดูหมิ่น
ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งตน จึงกราบทูลขอรับโทษตามพระราชกำหนดอีกเป็นครั้งที่สาม สมเด็จพระเจ้าเสือจึงต้องตรัสสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ตามคำขอ และโปรดให้สร้างศาลเพียงตาขึ้นบริเวณริมคลองโคกขาม และให้เอาศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับโขนเรือพระที่นั่งซึ่งหักนั้นขึ้นพลีกรรมไว้บนศาลนั้น
ปัจจุบันศาลเก่าชำรุดหักพังลงไปเหลือแต่เสาปักอยู่ในน้ำ จึงได้มีการสร้างศาลขึ้นใหม่เป็นศาลก่ออิฐถือปูนทรงจตุรมุข ภายในประดิษฐานประติมากรรมรูปพันท้ายนรสิงห์เป็นรูปบุคคลแต่งกายเครื่องแบบทหารโบราณสวมหมวก มือถือพาย ศาลพันท้ายนรสิงห์นี้เป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญของจังหวัดสมุทรสาคร กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๒ ตอนที่ ๒ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๔๙๘ และเล่ม ๑๐๗ ตอนที่ ๑๑๓ วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๓๓
|