ปล่องเหลี่ยม      
    ฐานของปล่องเหลี่ยม  
       
         

ปล่องเหลี่ยม ตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ลักษณะเป็นปล่องรูปแปดเหลี่ยมก่ออิฐถือปูนความสูงประมาณ ๓๐ เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ ๔ เมตร ความสูง ๒ เมตร ตัวปล่องค่อยๆ เรียวขึ้นสู่ส่วนปลายซึ่งมีวงแหวนรัด

ปล่องเหลี่ยมนี้เดิมเป็นปล่องไฟโรงงานน้ำตาล ในสมัยนั้นเรียกกันว่า “โรงหีบนครชัยศรี”
(Nakon-Chei-See Factory) ของบริษัทน้ำตาลอินโดจีน (IndoChinese Sugar Company Limited) ประเทศอังกฤษ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๑๓ สมัยรัชกาลที่ ๕ มีนายจอห์น คอสเตเกอร์ (Jonn Costeker) เป็นผู้จัดการทั่วไป นาย จี.เอฟ.ฮิกส์ เป็นผู้จัดการโรงงาน โรงงานน้ำตาลอินโดจีนแห่งนี้นับว่าเป็นโรงงานเครื่องจักรไอน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกในสยาม ในเดือนพฤศจิกายน
พ.ศ.๒๔๑๓ มีการส่งเครื่องจักรจากอังกฤษเข้ามาใช้ในโรงงาน ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ของกรุงเทพฯ
ในสมัยนั้น หมอบรัดเลย์ บันทึกไว้ในจดหมายเหตุบางกอกกาเลนดาร์ ( Bangkok Calendar ) ว่า

“๓๐ พฤศจิกายน เรือกลไฟ “ยูนา” ( Una ) ของอังกฤษ เข้ามาพร้อมกับเครื่องจักรของโรงงานน้ำตาล อินโดจีน ๑๔ ธันวาคม เริ่มติดตั้งเครื่องจักรของโรงน้ำตาลอินโดจีน มีการเฉลิมฉลองกันตามสมควร”

 
       
 

โรงงานน้ำตาลอินโดจีนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่ทันสมัย มีวิศวกรโรงงาน ๖ คนผู้ช่วยวิศวกร ๔ คน เจ้าหน้าที่แผนกขนส่ง ๑ คน และเจ้าหน้าที่ประจำรถไถเครื่องจักรไอน้ำ (Steam Ploughs) ๑ คน นอกจากนี้ยังมีคนงานจีนอีกจำนวนกว่า ๓,๐๐๐ คน ซึ่งมากกว่าโรงหีบเล็กๆ แบบชาวบ้านแต่เดิมหลายสิบเท่า จึงทำให้ได้รับความสนใจจากพระมหากษัตริย์
พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เสด็จและเดินทางมาเยี่ยมชมโรงงาน

จดหมายเหตุสยามรีโปสิตารี (Siam Repository) ของหมอสมิท บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ล้วนแล้วแต่เคยเสด็จมาเยี่ยมชมโรงงานแห่งนี้

ลักษณะการดำเนินกิจการของโรงงานน้ำตาลอินโดจีน เริ่มต้นด้วยการทำสัญญาระหว่างตัวแทนของบริษัทกับรัฐบาลสยาม ซึ่งสัญญามีใจความว่า รัฐบาลสยามอนุญาตให้บริษัทน้ำตาลอินโดจีนจัดตั้งโรงงานน้ำตาลทรายในบริเวณฝั่งขวาของแม่น้ำท่าจีน ตำบลดอนกระดี่ี อำเภอตลาดใหม่ เมืองนครชัยศรี (ปัจจุบันคือ ตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร) บริษัทมีสิทธิจับจองที่ดินเพื่อปลูกอ้อยและตั้งโรงงานไม่น้อยกว่าสามพันไร่ โดยบริษัทจะซื้อที่ดินจากราษฎรที่ครอบครองอยู่ตามราคาที่สมควร และเสียภาษีที่ดินตามราคาปกติ

การปลูกอ้อยนั้นบริษัทได้จัดการแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงเพาะปลูกขนาดย่อยๆ ๒๐ แปลง แต่ละแปลงมีการตัดถนนผ่านเข้าไป เพื่อประโยชน์ในการใช้เครื่องจักรทำงานในไร่อ้อย และการลำเลียงอ้อยจากแปลงปลูกมายังโรงงานโดยเกวียนเป็นพาหนะหลัก ในระยะเวลาต่อมาความต้องการน้ำตาลจากประเทศสยามลดลง ข้าว เป็นสินค้าที่สำคัญเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับน้ำตาลจากต่างประเทศมีคุณภาพดีกว่า ชาวสยามจึงหันไปปลูกข้าวเพื่อการส่งออกแทนทำให้โรงงานน้ำตาลในแถบนี้ลดปริมาณการผลิตลง และล้มเลิกไปในที่สุดเช่นเดียวกับ
โรงงานน้ำตาลอินโดจีนซึ่งได้ยุติกิจการลงในราวปี พ.ศ.๒๔๑๘ หรือห้าปีหลังจากเริ่มดำเนินการ

 
 
 
 
 
 
http://www.fad1.go.th
เว็บไซต์สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี สำนักโบราณคดี
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม