ป้อมยันทัพพม่า ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดกุยบุรี ในเขตบ้านจวนบน ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลักษณะเป็นเนินดินทรงกลมขนาดความกว้างประมาณ ๑๖ เมตร ความสูง ๕ เมตร บนตัวป้อมมีอิฐและหินขนาดใหญ่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป

โบราณสถานแห่งนี้นักวิชาการสันนิษฐานว่าเป็นป้อมค่าย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมืองกุยมีความสำคัญมากในฐานะเมืองที่ตั้งอยู่ในเส้นทางการค้า และเส้นทางการเดินทัพในสงครามระหว่างไทย-พม่า จดหมายเหตุของชาวต่างประเทศหลายฉบับได้บรรยายลักษณะสภาพบ้านเมืองไว้ โดยสรุปดังนี้ เมืองกุยบุรีตั้งอยู่บนเนินที่มีแม่น้ำสายเล็กๆไหลอยู่เชิงเนิน ลักษณะแผนผังเมืองมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ กำแพงเมืองทำด้วยไม้ มีบ้านอยู่ประมาณ ๒๐๐ หลังคาเรือน

การที่เมืองกุยตั้งอยู่ใกล้กับด่านสิงขรซึ่งเป็นเส้นทางผ่านเทือกเขาตะนาวศรีที่สำคัญช่องทางหนึ่ง ทำให้เมืองกุยต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการศึกสงครามระหว่างไทย-พม่าโดยตลอด เช่น ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปี พ.ศ.๒๑๒๙ เมืองตะนาวศรีเป็นกบฏ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเอกาทศรถนำทัพหัวเมืองปักษ์ใต้ ได้แก่ เมืองไชยา เมืองชุมพร เมืองคลองวาฬ เมืองกุยบุรี เมืองปราณและเมืองเพชร ไปปราบโดยมาชุมนุมทัพที่ตำบลบางสะพานแล้วเดินทัพผ่านด่านสิงขร

         
       
     
 
         
 

ช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในปีพ.ศ.๒๓๐๒ รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์
(พ.ศ.๒๓๐๑–๒๓๑๐) กองทัพพม่านำโดย มังลอง ราชบุตรของพระเจ้าอลองพญาได้ยกผ่านด่านสิงขรเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา พม่าตีเมืองทวายก่อน แล้วจะยกมาตีเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี ฝ่ายไทยทราบข่าวจึงยกกองทัพออกไปตั้งรับที่ตำบลแก่งตุ่ม และค่ายเมืองกุยบุรี กองทัพพม่าตีเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี และค่ายที่แก่งตุ่มแตก กองทัพไทยจึงตั้งค่ายรับอีกค่ายที่ตำบลหว้าขาว (ริมชายทะเลอยู่เหนือที่ตั้งตัวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน) แต่ไม่สามารถต้านทานกองทัพพม่าไว้ได้ กองทัพพม่าจึงยกเข้ามาทางเมืองกุย เมืองปราณ เมืองชะอำ เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี เมืองสุพรรณบุรี แต่กองทัพพม่าก็ไม่สามารถตีกรุงศรีอยุธยาแตกได้ในครั้งนี้


ในปี พ.ศ.๒๓๐๗ พระเจ้ามังระกษัตริย์พม่าทราบข่าวว่าชาวเมืองทวายคิดกบฏจึงสั่งให้มังมหานรทาเป็นแม่ทัพเข้าตีเมืองทวาย เมืองมะริดและเมืองตะนาวศรีแตก เจ้าเมืองทวายหนีเข้ามาที่เมืองชุมพร กองทัพพม่าติดตามมาเผาเมืองชุมพร แล้วยกเข้าตีเมืองปทิว เมืองกุย เมืองปราณ แตกทั้ง ๓ เมืองจึงยกกลับเมืองทวาย จากการที่เมืองกุยต้องเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการรับศึกสงครามอยู่เสมอ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างปราการสำหรับป้องกันเมือง

ดังนั้น โบราณสถานป้อมยันทัพพม่าจึงอาจจะเป็นป้อมปราการแห่งหนึ่งที่หลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน

 
 
 
 
 
 
http://www.fad1.go.th
เว็บไซต์สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี สำนักโบราณคดี
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม