คำว่า “ทวารวดี” นั้นปรากฏในจารึกอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤต บนเหรียญเงินที่พบในเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคกลางของประเทศไทย เช่น ที่เมืองนครชัยศรีหรือเมืองนครปฐมโบราณ เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี เมืองโบราณดงคอน จังหวัดชัยนาท และเมืองโบราณบ้านคูเมือง จังหวัดสิงห์บุรี เป็นต้น โดยจารึกทำนองเดียวกันว่า “ ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ” แปลว่า “ บุญของพระผู้เป็นเจ้าแห่ง(ศรี) ทวารวดี ” หรือ “ พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ ” หรือ “ บุญของพระราชาแห่งทวารวดี ” ซึ่งนักวิชาการได้นำมาเป็นชื่อเรียกรูปแบบของวัมนธรรมหรือสกุลช่างทางศิลปะ ซึ่งได้รับอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบอมราวดี แบบคุปตะและหลังคุปตะปะปนอยู่ด้วย
หลักฐานจารึกบ่งชัดว่าในวัฒนธรรมทวารวดีมีระบบการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นใหญ่ ในจารึกแผ่นทองแดงที่พบจากเมืองอู่ทอง กล่าวถึง วงศ์ของกษัตริย์ซึ่งพระนามของกษัตริย์ต่างลงท้ายด้วยคำว่า “ วรมัน ”
หลักฐานศิลปกรรมที่ยังคงเหลือร่องรอยปรากฏอยู่ในสถาปัตยกรรมและรูปเคารพที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา เช่น สถูปเจดีย์ ใบเสมา รูปประติมากรรมปูนปั้น พระพุทธรูป พระพิมพ์ และธรรมจักร
ลักษณะทางสังคมในสมัยทวารวดีนั้นเป็นสังคมเกษตรกรรมเพาะปลูกข้าวเป็นอาชีพหลัก เลี้ยงสัตว์ มีการหาของป่าล่าสัตว์ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ รู้จักการทอผ้าและผลิตภาชนะดินเผาไว้ใช้ในชุมชน อาชีพสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ โลหะกรรมซึ่งพัฒนาสืบเนื่องมาจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์
สภาพชุมชนมีระบบสังคมซับซ้อนยิ่งขึ้นหรืออาจจัดได้ว่าเป็นสังคมเมือง ร่องรอยของชุมชนสมัยทวารวดีบนผืนแผ่นดินไทยปัจจุบันปรากฏหนาแน่นในบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนั้นยังพบว่ามีความสัมพันธ์กับ “ วัฒนธรรมหริภุญไชย ” ในทางภาคเหนือและ “วัฒนธรรมศรีวืชัย ” ของทางภาคใต้ |