เศียรพระพุทธรูป   โบราณสถาน  
       
    โบราณสถาน  
         

โบราณสถานทุ่งเศรษฐีตั้้งอยู่บริเวณเชิงเขาจอมปราสาททางด้านทิศตะวันออกในเขตบ้านโคกเศรษฐี ตำบลนายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี แต่เดิมเป็นเนินโบราณสถานที่มีดินและต้นไม้ขึ้นปกคลุม ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๘ ได้มีการลักลอบขุดทำลายเพื่อค้นหาทรัพย์สมบัติ ทำให้โบราณสถานทุ่งเศรษฐีเริ่มเป็นที่สนใจของนักวิชาการโดยทั่วไป

กรมศิลปากรสำรวจพบว่าโบราณสถานทุ่งเศรษฐีมีสภาพเป็นซากของฐานเจดีย์ก่ออิฐ โบราณวัตถุส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านขุดพบ ได้แก่ ประติมากรรมปูนปั้นรูปพระโพธิสัตว์ บุคคล คนแคระ มกร และลวดลายประดับสถาปัตยกรรม

  ช่องประดับลวดลายปูนปั้นฐานโบราณสถาน   พระโพธิสัตว์   ชิ้นส่วนรูปเคารพ  
เศียรพระพุทธรูป คนแคระ

การขุดแต่งโบราณสถานทุ่งเศรษฐีในปี พ.ศ.๒๕๔๑ ทำให้ทราบลักษณะรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานทุ่งเศรษฐีว่ าเป็นสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่ก่ออิฐสอดินฉาบปูน เหลือเฉพาะส่วนฐานซึ่งมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดความกว้าง ๒๕x๒๕ เมตร และความสูง ๕ เมตร ประกอบด้วย ฐานประทักษิณซึ่งมีบันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันออกและตะวันตก รองรับฐานเจดีย์ที่มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยกเก็จบริเวณกึ่งกลางด้านและมุมทั้งสอง

ชั้นล่างสุดเป็นฐานหน้ากระดานซ้อนกันสองชั้น รองรับฐานบัววลัย มีส่วนของท้องไม้ขยายสูง มีลวดบัวตรงกึ่งกลางจำนวน ๓ แนว แถวบนและล่างก่อเรียบ ส่วนแถวกลางก่ออิฐยื่นสลับกันบริเวณที่อิฐนูนขึ้นมาฉาบปูนเป็นรูปสี่เหลี่ยมปาดมุม ทำให้เกิดช่องว่างสลับกับปุ่มนูนโดยรอบ ถัดจากท้องไม้ขึ้นไปเป็นหน้ากระดานมีการประดับเสาติดผนัง และแบ่งเป็นช่องๆ ช่องละประมาณ ๘๐ เซนติเมตร เพื่อประดับประติมากรรมปูนปั้นรูปคนแคระแบก เหนือขึ้นไปเป็นหน้ากระดานสี่เหลี่ยมรองรับผนังก่ออิฐมีเสาประดับผนังตกแต่งคล้ายส่วนแรก แต่มีขนาดความกว้างและความสูงมากกว่า ถัดจากผนังส่วนนี้ขึ้นไปเป็นส่วนบนขององค์เจดีย์ซึ่งมีสภาพชำรุดพังทลายลงมาเกือบหมด

จากหลักฐานชิ้นส่วนประกอบสถาปัตยกรรมที่พบ สันนิษฐานได้ว่า รูปทรงสัณฐานขององค์เจดีย์ทุ่งเศรษฐีส่วนบนน่าจะเป็นทรงกลมมีเจดีย์บริวารทรงกลมขนาดเล็กที่มุมทั้งสี่ บริเวณส่วนยอดเป็นปล้องไฉนประดับด้วยอมลกะ ดังลักษณะของสถูปเจดีย์จำลอง และยอดสถูปที่พบจากเมืองอู่ทอง
      
หลักฐานที่พบจากโบราณสถานทุ่งเศรษฐีนั้นแสดงถึงความเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนา แบบมหายาน อันเป็น สถานที่ประกอบพิธีกรรมของชุมชนชายฝั่งทะเลที่เจริญขึ้น เน่ื่องจากการเป็นจุดแวะพักในการเดินทางที่สำคัญทั้งทางบกและทางทะเล ที่สร้างขึ้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมทวารวดี มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑–๑๖ ซึ่งมีรูปแบบคล้ายคลึงกับเจดีย์หมายเลข ๘ และ ๓๑ ของเมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี ๔

 
 
 
 
http://www.fad1.go.th
เว็บไซต์สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี สำนักโบราณคดี
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม