วัดโปรดเกศเชษฐาราม ตั้งอยู่ปากคลองลัดหลวงทางด้านทิศตะวันออก ในเขตตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ แต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดปากคลอง”

ประวัติการสร้างวัดปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๒ ระบุว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างป้อมเมืองสมุทรปราการสำหรับป้องกันข้าศึกทางทะเลขึ้นนั้น มีพระราชดำริว่าการสร้างป้อมที่เมืองนครเขื่อนขันธ์ (พระประแดง) ยังค้างอยู่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพเมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นแม่กอง และพระยาเพชรพิไชย (เกษ) เป็นนายงานสร้างเมืองเขื่อนขันธ์และป้อมเพชหึงต่อจากที่ค้างไว้

         
     
 
 

ในการนี้ทรงขุดคลองลัดหลังเมืองนครเขื่อนขันธ์ไปทะลุออกคลองตาลาว เรียกว่า “คลองลัดหลวง” มีขนาดความกว้าง ๖ วา ลึก ๕ ศอก ยาว ๕๐ เส้น เมื่อขุดคลองแล้วเสร็จ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทรงสร้างวัดขึ้นทางด้านฝั่งตะวันตกของคลองลัดหลวง พระราชทานนามว่า “ วัดไพชยนต์พลเสพ ” ส่วนพระยาเพชรพิไชย (เกษ) ผู้เป็นต้นสกุล “เกตุทัต” นายงานสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ได้สร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งตั้งอยู่คนละฝั่งคลอง แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๓๖๕ พระอารามแห่งนี้ได้รับพระราชทานนามภายหลังว่า “วัดโปรดเกศเชษฐาราม

     
   
     

สิ่งก่อสร้างที่สำคัญในวัดมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยมในสมัย รัชกาลที่๓ ได้แก่ พระอุโบสถ ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคางานผสมไม้มุงกระเบื้อง มีรูปแบบผสมผสานระหว่างทรงหลังคาแบบไทยและจีน หน้าบันและคอสองก่ออิฐถือปูนมีชายคาปีกนกโดยรอบ ลักษณะเด่น คือ หน้าบันก่ออิฐถือปูนประดับด้วยปูนปั้นรูปดอกไม้แบบลายก้านแย่งตกแต่งด้วยเครื่องถ้วยชามเคลือบ ด้านในพระอุโบสถที่ผนังเหนือแนวช่องหน้าต่างมีช่องซุ้มเรือนแก้ว ตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมเขียนด้วยสีฝุ่นเป็นภาพพระพุทธเจ้าและพระสาวก หรือประติมากรรมนูนสูงระบายสีเป็นภาพพระสาวกยืนพนมมือ

ส่วนเครื่องบนและเพดานพระอุโบสถด้านในเขียนลายรดน้ำ ศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระวิหารตั้งอยู่คู่กับพระอุโบสถทางด้านทิศเหนือ ลักษณะรูปแบบโดยรวมคล้ายกับพระอุโบสถภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ขนาดความยาว ๖ วา ๒ ศอก นอกจากนี้ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นๆที่เป็นโบราณสถานสำคัญของวัด เช่น พระมณฑป เจดีย์ทรงกลม เป็นต้น

 
 
 
 
 
 
http://www.fad1.go.th
เว็บไซต์สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี สำนักโบราณคดี
กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม